Jul.22

Miracast มันคืออะไร ต่างจาก DLNA อย่างไร

ทำความรู้จัก Miracast มันคืออะไร ต่างจาก DLNA อย่างไร?

dlna02-600x429

หลังจากบทความที่แล้วเราทำความรู้จักเจ้า Wireless Charger ไปจนเข้าใจถ่องแท้ลึกถึงขดลวดกันแล้ว คราวนี้ขอมาพูดถึงเทคโนโลยีการแชร์มีเดียจากมือถือออกทีวีอย่าง Miracast ที่เริ่มเป็นที่พูดถึงหลังจากเปิดตัว Android 4.2 Jelly Bean กันบ้าง ว่ามันมีที่มาอย่างไร ทำงานอย่างไร และทำไม Android จึงเลือก Miracast มาใช้ แทนที่จะใช้ DLNA ซึ่งถูกใช้อย่างแพร่หลายในขณะนี้


รู้จัก DLNA พร้อมข้อดีข้อเสีย เหตุใดต้องเปลี่ยน?

ก่อนจะพูดถึง Miracast เชื่อว่าก่อนหน้านี้ท่านๆอาจจะเคยได้ยินเทคโนโลยีที่ชื่อว่า DLNA กันไปบ้างแล้ว สำหรับ DLNA จริงๆมันเป็นมาตรฐานของ Media File Server เปรียบประหนึ่งการตั้ง Server ไว้ในวง Wireless แล้วเครื่องที่สนับสนุน DLNA (DLNA Client) ก็จะสามารถมองเห็นได้ จากนั้นก็ไปดึงไฟล์จาก DLNA Server นั้นๆมาแสดงได้ ยกตัวอย่างเช่น ในกรณีที่ส่งภาพหรือวีดีโอจากมือถือไปแสดงบนทีวี ตัวมือถือก็จะต้องเปิด DLNA Server ไว้ ส่วนทีวีก็ต้องสนับสนุน DLNA ถึงจะดึงมีเดียจากมือถือมาแสดงได้

จะเห็นว่าจริงๆแล้ว DLNA มันคือการ “ดึงไฟล์มาแสดง” ไม่ต่างกับการดาวน์โหลดหนังหรือคลิปมาดูในเครื่อง แล้วเคยมั้ยครับ โหลดมาแล้วแต่ดันดูไม่ได้? ต้องมานั่งลง Codec อะไรให้วุ่นวาย นั่นแหละปัญหาของ DLNA หลักๆคือเรื่องของ “มาตรฐานของรูปแบบไฟล์” เพราะหากตัว DLNA Client แต่ละตัวมีคุณสมบัติไม่เหมือนกัน บางตัวก็เล่น Video Format ใหม่ๆได้ บางตัวก็ไม่ได้ สุดท้ายเราไม่สามารถยืนยันได้เลยว่าวีดีโอหรือคลิปนั้นๆจะเล่นบนเครื่อง Client ได้หรือไม่ ถึงแม้เครื่องต้นฉบับจะเล่นได้ก็ตาม อีกทั้งมันยังมีข้อจำกัดเรื่องของความละเอียดคลิปอีก เคยลองให้เล่นวีดีโอ 1080p ปรากฎว่าตายอย่างเขียดขอรับ เพราะมันจำเป็นต้องใช้พลังเครื่องในการ Decode หนังนั้นๆอีก


ทำความรู้จัก Miracast

ด้วยปัญหาของ DLNA ที่กล่าวมาข้างบนนี้ ทำให้มีเทคโนโลยีใหม่อีกตัวกำเนิดขึ้นมา นามว่า Miracast คราวนี้มันไม่ทำตัวเป็น File Server ละ แต่มันจะส่งหน้าจอที่คุณเห็นอยู่บนมือถือหรือแท็บเลตขึ้นไปแสดงผลทั้งหน้าจอเลย หรือพูดในภาษาอังกฤษ มันคือ Screencast นี่กระมังจึงเป็นชื่อของมันว่า Miracast เพราะมัน Mirror Cast ตัวหน้าจอออกไปเลยทั้งหมด แล้ว Miracast ทำงานอย่างไรกัน?

Miracast เป็นวิธีการแชร์มีเดียที่ถูกสร้างขึ้นบน Wi-Fi Direct อีกต่อหนึ่ง เมื่อมีความต้องการจะส่งหน้าจอขึ้นไปแสดงบนเครื่องปลายทาง ทั้งสองเครื่องจะถูกเชื่อมต่อกันผ่าน Wi-Fi Direct หรือพูดง่ายๆคือ สองเครื่องจะเชื่อมต่อกันแบบ Ad-Hoc แล้วคราวนี้ระบบ Miracast ก็จะ Stream หน้าจอส่งออกไปทางช่องทางที่ถูกเชื่อมต่อ โดยไม่ต้องผ่าน Router (นั่นแปลว่าเราสามารถใช้ Miracast ได้แม้กระทั่งในสถานที่ที่ไม่มี WiFi ใช้) ดังนั้นคราวนี้ความสะดวกจึงมาอย่างครบถ้วน WiFi Router ก็ไม่ต้องมี เรื่อง Video Codec ก็ไม่ใช่ปัญหาเพราะอันนี้มันส่งหน้าจอไปเลย ไม่ได้ส่งเป็นไฟล์ แถมด้วยวิธีนี้ มันยัง Stream ออกไปด้วยความละเอียด 1080p สบายๆ พร้อมเสียงที่สุดสมูท ไม่มีกระตุก มาดูตัวอย่างการใช้งานอันนี้ดูสักเล็กน้อยครับ

เรียกได้ว่าแทบจะ Perfect เลยหละในหลักการและในเดโม แทบจะร้องกรี้ดดดดด แต่ใช้งานจริงจะเป็นยังไงบ้างคงต้องมาทดสอบกันอีกทีเพราะตอนนี้มีอุปกรณ์อยู่แค่ไม่กี่ตัวที่สนับสนุน Miracast ถ้าเป็นมือถือก็จะมี Nexus 4LG Optimus G และ Samsung Galaxy S III ส่วนทีวีก็ของซัมซุงเช่นกัน Samsung Echo P TV แต่มันยังไม่สิ้นหวัง เพราะถ้าใครอยากเล่นกับทีวีที่บ้านก็ทำได้เช่นกัน เพราะนาทีนี้มี HDMI Dongle แค่เสียบมันเข้าช่อง HDMI ก็จะใช้ Miracast บนทีวีเครื่องนั้นๆได้ทันที แต่มือถือนี่สิ คงใส่อุปกรณ์เสริมไม่ได้

จริงๆแล้ว Miracast ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะตอนนี้มีสิ่งที่เหมือนๆกันออกมาในตลาดเรียบร้อยแล้ว มันชื่อว่า AirPlay ของแอปเปิ้ลและอีกตัวชื่อว่า AllShare Cast ของซัมซุง ไม่ต้องแปลกใจที่ผู้ผลิตชิพแต่ละเจ้าเริ่มทยอยยัด Miracast เข้าในชิพอย่างต่อเนื่อง เจ้าแรกคือ NVIDIA ที่ใส่เข้ามาตั้งแต่ Tegra 3 ส่วนเจ้าอื่นๆอย่าง Qualcomm, TI ฯลฯ ก็ต่างออกมายืนยันแล้วว่าจะใส่เป็นมาตรฐานในรุ่นถัดๆไปแน่นอน

ส่วนทางด้านระบบปฏิบัติการ เจ้าแรกที่ยัดมันเข้ามาอย่างเป็นทางการคือ Android 4.2 และคาดว่ามันจะกลายเป็นมาตรฐานหนึ่งในอนาคตอันสั้นนี้ครับ

Comments

comments

You Might Also Like